นอกจากกระเป๋าเดินทาง เราบอก "พี่คนนั้น" ไปว่า เราฝ่าฝืนกฎแห่งการประหยัดน้ำมัน

เพราะท้ายรถมีกระเป๋าเดินทางใบย่อมที่ภายในบรรจุเสื้อผ้า  และอุปกรณ์ พร้อมค้าง

และที่ขาดไม่ได้คือ สมุดบันทึก และหนังสืออ่านจริง-อ่านเล่น

 

     "พี่คนนั้น" บอกว่า ท้ายรถเขามี กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ และหนังสือ

(อืม เขียนเปิดขนาดนี้ เสี่ยงการถูกทุบไหมเนี่ย

แต่เราไม่ได้บอกทะเบียนรถนี่นา หรือบอกดี?)

 

     ถึงวันนี้ เป็นเวลาปีกว่าแล้วที่ กระเป๋าเดินทาง ยังอยู่ที่เดิม

และมีแนวโน้มว่า จะเป็นเช่นนั้นไปอีกระยะใหญ่

 

     ในความเป็นจริง ปลายปีที่แล้ว เราซื้อตั๋วไปฝรั่งเศส

เพราะมีน้องคนหนึ่งต้องไปทำงาน น้องชวนให้ตามไป

และบอกว่า ให้เราเตรียมเฉพาะค่าตั๋วเครื่องบิน และค่าอาหารเท่านั้น

ส่วนที่พักเป็นเวลาสามอาทิตย์ ไม่ต้องคิดถึง

 

     เงินหนึ่งแสนที่เราเก็บออมมานาน พร้อม กระเป๋าเดินทาง ที่จัดเรียบร้อย

วีซ่าเข้าฝรั่งเศสก็เรียบร้อย ตั๋วเครื่องบินได้รับการยืนยัน

 

     แต่สุดท้าย เงินหนึ่งแสนบาท เราต้องยกให้น้องชาย

ที่ถูกเพื่อนทางธุรกิจ โกงกันแบบเฉย ๆ

เราต้องยอมเสียค่ายกเลิกตั๋วเครื่องบิน

เราต้องยอมโดนน้องคนนั้นถามว่า จะเป็นคนดีอะไรนักหนา

ไม่จำเป็นต้องให้น้องชายขนาดนั้นก็ได้

 

     เราไม่ได้เป็นคนดี เพียงแต่ในสภาวะที่น้องชายของเราท้อแท้

และอาจท้อใจกับความลวงหลอกของ เพื่อน

เราไม่สามารถกำเงินหนึ่งแสนบาท แล้วออกเดินทางอย่าง เป็นสุข

ถึงวันนี้ ต่อให้มีโอกาสย้อนกลับไปอีกกี่ครั้ง เราก็ยังคงตัดสินใจ

Unpack โดยทิ้งของบางส่วนไว้ในกระเป๋าเดินทาง

 

     ในความเป็นจริง  กลางเดือนที่ผ่านมา เราตั้งใจจะไปอิตาลี

แต่ก็มีเหตุสุดวิสัยภายในครอบครัว ที่สุดท้ายก็ทำให้เราเลือก

ที่จะ Unpack อีกครั้ง

 

     อย่างที่บอก เราไม่ใช่คนดีอะไรมากมาย

บ่อยครั้งเราจึงรู้สึก โหวงใจ และ โหยหา การเดินทาง

เราไม่รู้จะบอกใครให้เข้าใจได้ว่า นั่นไม่ใช่แค่  กระเป๋าเดินทาง

 

 

edit @ 7 Oct 2009 10:58:51 by Jai-Ja

    

 

 

  

 

    

      “กระเป๋าเดินทาง  ที่วางไว้ในจุด ปลอดภัย โดยมีของ พร้อมค้าง

อยู่ด้านใน คือ "ตัวตนที่แท้จริง" และ จิตวิญญาณ เบื้องลึกที่รอความมี อิสระ

จิตวิญญาณ ที่กำลังร้องร่ำที่จะออกไปจากที่นี่

 

     เราได้ยินเสียงจาก จิตวิญญาณ ในตัวเองที่ร้องขอ

การหลีกเร้นไปจากสถานที่เดิม ๆ สภาพแวดล้อมเดิม ๆ

และปัญหาเดิม ๆ แม้เพียงชั่วคราวก็ยังดี

 

     แม้ว่า วันนี้ จิตวิญญาณ ของเรายังปราศจาก อิสระ

กระเป๋าเดินทาง ยังคงรอเวลา เคลื่อนย้าย  (ที่เราเป็นผู้เปลี่ยนที่เปลี่ยนทางให้เอง)

 

     แต่เรามอบ "อิสระ ให้กับตัวเอง ด้วยการหันมาหาความสนุกจากเวลารถติด

แม้ห้องโดยสารจะไม่ใหญ่โต และเครื่องเสียงจะไม่ได้เลิศเลอ

เราค้นพบว่า จิตวิญญาณ ของเราได้รับการ ปล่อยวาง"

 

 

     ไม่ว่ารถจะติดแค่ไหนก็ตาม เรายังสามารถเปิดเพลงที่ชอบ ในเวลาที่ใช่ แบบดัง ๆ

แล้วร้องด้วยเสียงที่ดังกว่านักร้อง (เพราะเป็นคนดังมาแต่กำเนิด)

พร้อมให้ความร่วมมือกับจังหวะเพลงอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

 

 

     เราเล่าให้ "พี่คนนั้น" ฟังว่า ทุกครั้งที่เราได้อยู่บนรถของตัวเอง

และที่นั่งที่ดีสุด ๆ คือ คนจับพวงมาลัย และบังคับรถ

เราสัมผัสได้ถึงความมี "อิสระ" ของ "จิตวิญญาณ"

 

 

     วิธีนี้ช่วยให้เราได้   “ปล่อยวาง และ ฝัน

ถึงวันที่ เรา, จิตวิญญาณ และ กระเป๋าเดินทาง

จะสามารถขับเคลื่อน และก้าวเดินไปสู่ อิสระ อีกครั้ง

 

 

 

ป.ล. ขอขอบคุณ "พี่คนนั้น" ที่พาเราไปนั่งถกประเด็น โหวงใจ

แล้วทำให้ จิตวิญญาณ ของเราร้องดังกว่าเดิม

 

 

ขอขอบคุณ "พี่คนนั้น" ที่เป็นเพื่อนร่วมทาง "ชั้นดี" ที่ทำให้เรารู้สึกว่า

ถึงมี  "พี่คนนั้น" โดยสารไปด้วย "อิสระ" แห่ง "จิตวิญญาณ" ของเรา

ก็ยังเปล่งประกาย และเจิดจ้าได้เหมือนเดิม

หรืออาจมากกว่าเดิม เพราะต่างมี "จิตวิญญาณ" แนบสนิทกัน

 

ป.ล. ขอโทษที่ไม่อาจเอ่ยนามของ พี่คนนั้น ได้ เพราะด้วยจรรยาบรรณ

เราสัญญากับ พี่คนนั้น ไว้ว่า เรื่องที่คุยกันจะเป็นความลับ

 

 

edit @ 7 Oct 2009 11:07:48 by Jai-Ja

 

 

When you try your best but you don't succeed
When you get what you want but not what you need
When you feel so tired but you can't sleep
stuck in reverse 

................
When you lose something you can't replace 

Lights will guide you home
and ignite your bones
and i will try to fix you

High up above or down below
When you're too in love to let it go
but if you'll never try, you'll never know
Just what you're worth 

     คงดีไม่น้อย หากมีใครสักคน แต่งเพลงที่มีเนื้อร้องบอกให้เรารู้ว่า

ไม่ว่า จะสุข จะทุกข์ พร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ

     มีนักแต่งเพลง นักร้องจำนวนไม่น้อย ที่ทำสิ่งเหล่านี้ให้กับว่าที่ภรรยา

ในวันที่สำคัญที่สุดของคนสองคน ในวันแห่งการเริ่มต้นชีวิตคู่

     Fix You เป็นเพลงที่คริส มาร์ติน นักร้องนำวง Coldplay แต่งเพลงนี้

ให้กวินเน็ธ พัลโทรว์ ในวันที่เธอตกลงใจเดินเข้าสู่พิธีวิวาห์

แน่นอนว่า กวินเน็ธ คงไม่สามารถห้ามความปิติที่มาพร้อมกับน้ำตาแห่งความสุข

     เชื่อว่า ทั้งคริส และกวินเน็ธ คงรู้สึกดีมากขึ้นไปมากต่อมาเมื่อเพลงสำคัญจาก

ความรักของทั้งคู่ กลายมาเป็นเพลงให้กำลังใจ เพื่อเยียวยาหัวใจมวลชนในยามเกิดเหตุการณ์ร้าย ๆ

ในอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น รายการสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์เฮอริเคนถล่มในรัฐแคทริน่า

หรือใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ เรื่อง World Trade Center

    ล่าสุดบทเพลงนี้ถูกนำมาขับขานด้วยเสียงทุ้ม นุ่ม ลึก ที่แสนโดดเดี่ยว และอ้างว้าง

ในภาพยนตร์เรื่อง Young@Heart ภาพยนตร์สารคดีที่นำเสนอบั้นปลายของชีวิต

เดิมที เพลง Fix You จะเป็นการจับคู่ระหว่าง Fred Knittle บุรุษร่างยักษ์ ท่าเดินเนิบนาบ

ที่มาพร้อมกับ oxygen tank และท่อต่อที่รูจมูก  กับ Bob Salvini ช่ายสูงวัยที่อาการป่วยหนัก

     ก่อนการแสดงคอนเสิร์ตจะเริ่มขึ้น Salvini ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลหลายครั้ง

และสุดท้ายเขาก็เดินออกจากการเป็นสมาชิกวงไปสู่สถานที่แห่งใหม่ ทุกคนที่เหลือ

ต่างรู้ดีว่า นี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่ต้องมีใครสักคนอำลาเช่นกัน

     ความโศกเศร้าจากการสูญเสียสมาชิก ทำให้เกิดภาพซ้อนของหนังสงคราม

และชีวิตทหารในสนามรบ ที่ไม่อาจล่วงรู้ หรือหลีกเร้น หรือแม้แต่เลือกว่า

วินาทีต่อจากนี้ ใครจะเป็นคนต่อไป ที่ไม่มีโอกาสแม้แต่จะกล่าวลา ก่อนที่เขา

จะออกเดินทางไกล

      นอกจากการมองคนในวัยเดียวกัน แล้วต้องพยายามเข้มแข็ง และออกแสดง

ตามกำหนดเดิม แต่จำนวนไม่เท่าเดิม คงเพิ่มความเจ็บปวดและเศร้า ให้ทั้งคนที่

อยู่ในเหตุการณ์ และคนนอกเหตุการณ์ (ผู้ชม)

     แต่กลับรู้สึกว่าคนที่เศร้าอย่างสุดซึ้ง แต่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ น่าจะเป็น

Bob Climan - Choral Director วัยละอ่อน (50 กว่าขวบ) ผู้จัดหาเพลง จับคู่นักร้องกับเพลง

และจับคู่นักร้องกับนักร้อง  และอาจด้วยเหตุผลที่ต้องการกระตุ้นพลังแห่งหนุ่มสาวจาก

นักร้องในสังกัด Climan จึงเลือกเพลงสไตล์ Rock

     คงเป็นงานหินเกือบเหล็กทีเดียว ที่ Climan ต้องผลักดันในให้สมาชิกในวงที่มีอายุ

ต่ำสุดคือ 70 กว่า ๆ ไปจนถึง 90 กว่าขวบ ที่มีโรคภัยรุมเร้า มีอุปกรณ์ยังชีพส่วนตน

ทั้งถังอ๊อกซิเจน ยาประจำตัว และโรคปวดตามข้อ อีกทั้งความทรงจำก็ปราศจากความ

แม่นยำ ให้สามารถจำเนื้อเพลงที่มีตัวหนังสือมากมาย และมีทำนองที่เร่งเร้า

     เชื่อว่า ความพยายามนั้น ไม่สามารถฉุดรั้งหัวใจของผู้ที่ต้องการเยียวยาคนชรา

ของ Climan หากทว่า เสียงโทรศัพท์ที่แจ้งข่าวอาการไม่สบาย หรืออาการลาจากโลกใบนี้

ต่างหาก ที่คงฉุดคร่าความเบิกบานไปจากใจ Climan

     เพราะเขาย่อมทราบดีว่า ถึงแม้สมาชิกในวงจะสนุกสนาน หรือมีความสุขกับการร้องเพลง

Rock ได้นั้น มันหมายถึงการนำพลังชีวิตที่มาจากร่างที่พร้อมออกเดินทางทุกเมื่อมาใช้

นี่อาจเป็นคำถามในใจ Climan ก็ได้ว่า เขาเป็นส่วนหนึ่งในการร่นระยะเวลาแห่งลมหายใจ

ให้สั้นลงหรือเปล่า    

     แต่ที่แน่ ๆ Fix You ได้ช่วยปลอบประโลมหัวใจที่โศกสลดจากการสูญเสียเพื่อนร่วมทาง

ช่วยสร้างความอบอุ่นว่า ถึงแม้จะมีใครบางคนลาจาก แต่เรามิใช่ผู้โดดเดียวบนโลกใบนี้

ช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่า หากเราท้อ เราล้ม หรือหมดกำลังใจ ข้างกายเราจะมีใครบางคน

ที่พร้อมจะยืนหยัดอยู่เสมอ

     ในเส้นทางของมิตรภาพ ควรมีทั้ง "Take" และ "Give"

เราไม่สามารถเลือกที่จะเป็น "ผู้รับ" แต่เพียงฝ่ายเดียว

เราไม่สามารถจะเป็น "ผู้ให้" ไปตลอดกาล

ผลัดกัน "ให้" ผลัดกัน "รับ"  เพื่อการ "เติมเต็ม" ซึ่งกันและกัน

 

ป.ล. ขอบคุณพี่ตู่ พี่ชายที่แสนดี ที่ตอบรับการไปดูหนังเรื่องนี้แบบเต็มใจ

แม้วัยและเพลงประกอบจะเป็นคนละยุคกับพี่ก็ตาม

ขอบคุณที่ชวนไปซื้อของและไปถวายสังฆทานในวันเกิดครบ 25 (เลขโต๊ด)

ด้วยโจทย์ว่า ต้องหาของให้ได้ 19 อย่าง (ตามคำทำนายของหมอดู)

ภายในเวลาครึ่งชั่วโมง (เพราะนัดไปท่องราตรีกับภรรยาสาวสวย)

ขอบคุณที่สนุกสนานกับการเลือกซื้อของขวัญและของใช้

เพื่อไปบริจาคให้กับ "Wishing Well Foundation" เนื่องในโอกาสที่

ทางมูลนิธิจัด "Wishing Well Camp 2009"

 

ป.ล.อีกครั้ง Wishing Well Foundation คือ หน่วยงานที่เกิดขึ้น

เพื่อสานฝันให้กับเด็กที่ป่วยเป็นมะเร็ง และอาจหมดหนทางเยียวยา

ด้วยการทำความฝันที่เราอาจมองดูว่า "เล็ก" เช่น เที่ยวเขาดิน

ใส่ชุดว่ายน้ำที่ได้มาที่ริมชายหาด ฯลฯ แต่นี่คือ "ฝัน" ที่หากเกิดขึ้น

เพียงแค่สักครั้ง การอยู่บนโลกกับโรคร้าย ก็มิได้โดดเดี่ยวเกินไปนัก

และหากต้องออกเดินทาง อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตเด็ก ๆ เหล่านี้

ก็มีโอกาสได้ "ฝัน" และ ทำฝันให้เป็น "จริง"

 

edit @ 7 Oct 2009 12:52:22 by Jai-Ja