จิตวิญญาณที่ “ถูกขัง” และ กระเป๋าเดินทางที่รอ “เคลื่อนย้าย”(ตอนพิเศษ (คาดว่า “จบ”))
posted on 05 Oct 2009 13:55 by jaisingha
"ทันทีที่รถโดยสารที่เธอนั่ง เคลื่อนตัวจากไป ผมรู้สึก เหมือนอะไรบางอย่างในชีวิต
ขาดหายไป เหมือนผมกำลังสูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญ”
ไม่น่าเชื่อว่า เป็นประโยคที่หลุดจากปากของชายวัยไม่ต่ำกว่า 50 ปี ที่บอกเล่า
เรื่องราวของตนเองที่ผ่านมานานนับสิบ ๆ ปีประโยคนี้ กลับทำให้ภาพ ๆ นั้นบังเกิดขึ้นตรงหน้า
เหมือนว่า มันเพิ่งเกิดเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง
ประโยคนี้ มาจากภาพยนตร์เรื่อง The Search ที่ได้รับ "รางวัลกินรีทองคำ"
ในฐานะ "ภาพยนตร์ขวัญใจกรรมการ" จากงานเทศกาล "Bangkok International Film
Festival 2009" และก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยได้รับรางวัล "ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม"
จากงาน "เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้" ครั้งที่ 12 (เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา) มาแล้ว
The Search เป็นผลงานการกำกับของ ผู้กำกับชาวธิเบต Pema Tseden
(วั่นหม่า ไฉตั้น) ผู้กำกับหนึ่งในสมาชิกของสมาคมภาพยนตร์แห่งประเทศจีน
และสมาคมผู้กำกับแห่งประเทศจีน เป็นผู้กำกับผู้ที่จบการศึกษาจาก
Northwest University for Nationalities และ Beijing Film Academy
และมีผลงานทางวรรณกรรมกว่า 50 ชิ้น ที่ได้รับการตีพิมพ์ตามหน้านิตยสาร
และหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1991
The Search นำเสนอเรื่องราวของผู้กำกับภาพยนตร์กับเพื่อนอีกสองคน ที่ออกเดินทางไป
ยังหุบเขาหิมาลัย เพื่อค้นหาผู้ที่จะรับบทเป็นเจ้าชายดริเม คุนเดน และเจ้าหญิงแมนเด ซังโม
ซึ่งเป็นอุปรากรธิเบตที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยตั้งใจจะนำอุปรากรธิเบตชุดนี้มาทำเป็นภาพยนตร์
ระหว่างการค้นหา เขาได้พบกับ เด็กสาวผู้มีเนื้อเสียงไพเราะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ซึ่งเธอเล่นเป็นเจ้าหญิงแมนเด ซังโม ในเทศกาลปีใหม่ของหมู่บ้านมาตั้งแต่เด็ก
เด็กสาวผู้นี้มาพบผู้กำกับพร้อมผ้าผืนงามที่ปกปิดใบหน้าจนเหลือให้เห็นเพียงแค่ดวงตาเท่านั้น
เธอปฏิเสธการเปิดเผยใบหน้าด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า ไม่สบาย
ผู้กำกับยอมรับเหตุผลนี้ และไม่ต้องการแม้แต่จะดูรูปถ่ายของเธอ
ด้วยเหตุผลที่ว่า คนที่จะเล่นเป็นเจ้าหญิงได้ ย่อมมีความงามเป็นเครื่องรองรับอยู่แล้ว
สาวน้อยภายใต้ผ้าคลุมหน้าบอกว่า ยินดีจะเล่นภาพยนตร์ก็ต่อเมื่อ
ผู้กำกับจะเธอตามหาอดีตคนรัก ชายผู้ที่เคยเล่นเป็นเจ้าชายดริเม คุนเดน
คู่กับเธอมาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อเขาสอบบรรจุเป็นครูได้สำเร็จ เขาก็ทิ้งชีวิตชนบท
ทิ้งบ้านเกิด และสาวคนรักไว้เบื้องหลัง
ผู้กำกับยินดีรับเงื่อนไข และข้อเรียกร้องของเธอที่ว่า ในการเดินทางต่อจากนี้
เธอต้องเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทาง ระหว่างทาง ไม่ว่าจะแวะไปหมู่บ้านใด
ผู้กำกับก็จะได้พบกับผู้ที่เคยเล่นเป็นเจ้าชายดริเม คุนเดนมาแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานเป็นนักร้องในคลับ หรือแม้แต่พระในวัด
ณ ขณะที่ผู้กำกับค้นพบความหลากหลายของผู้ที่เคยรับบท ดริเม คุนเดน
หญิงสาวกำลังเข้าใกล้อดีตคนรักมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับได้ชมการแสดงอุปรากรเรื่องนี้
เราก็ได้หวนระลึกถึงความไม่เข้าใจเมื่อครั้งวัยเด็กที่ต้องเรียนรู้เรื่องราวของ “กัณหา-ชาลี”
ที่พระเวสสันดรยกลูกแท้ ๆ ของตนเองให้กับชูชก และได้ระลึกถึงความชอกช้ำของพระนางมัทรี
ที่ต้องสูญเสียลูกอันเป็นที่รักเพื่อรักษาคำมั่นสัญญาของพระสวามีที่ถือ “การให้”
ไม่มีที่สิ้นสุด
แต่นั่นคงเป็นเพียงแวบเดียว ที่ผ่านเข้ามาสร้างความเศร้าใจ เพราะสุดท้าย The Search
ก็ดำเนินมาถึงจุดที่บรรจบกับความรู้สึก ณ ขณะนี้ของเรา หญิงสาวที่ได้พบอดีตชายคนรัก
เธอมาด้วยวัตถุประสงค์เดียวคือ เพื่อจะคืนผ้าคลุมหน้าที่เขาได้มอบให้เธอเมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา
ผ้าผืนงามที่เขามอบให้เป็นที่ระลึกก่อนบอกลาและบอกเลิก
ผู้กำกับที่เมื่อเดินทางนานขึ้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังถี่ขึ้น และเขาก็รับโทรศัพท์จากทางบ้าน
บ่อยขึ้น พร้อมกับที่ได้รับรู้ความเจ็บปวดจากรักครั้งแรกที่มิอาจลืมเลือนจากเพื่อนของตนเอง
มากขึ้น พร้อม ๆ กับที่หญิงสาวร่วมทางจากไปโดยมิได้เอ่ยคำลา และอาจไม่มีโอกาส
แม้แต่จะได้เห็นหน้า เพราะเขาเริ่มไม่แน่ใจว่า ควรจะทำภาพยนตร์เรื่องนี้ต่อไปอีกหรือไม่
ความลังเลที่มาพร้อมกับประโยคที่กลับมาสะท้อนอีกครั้ง หากแต่มาจากปากของชาย
ที่ตนเองช่วยหญิงสาวตามหาจนพบ ชายที่มีเสียงร้องอันไพเราะ ชายที่บอกเขาว่า ปีใหม่ที่จะถึง
คงไม่กลับไปรับบทเจ้าชายดริเม คุนเดน และคงไม่กลับไปที่หมู่บ้านนั้นอย่างแน่นอน
“ทันทีที่รถโดยสารที่เธอนั่ง เคลื่อนตัวจากไป ผมรู้สึก เหมือนอะไรบางอย่างในชีวิตขาดหายไป
เหมือนผมกำลังสูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญ และผมคิดว่า ปีใหม่ปีนี้ ผมจะกลับไปที่หมูบ้าน
ที่ผมเกิดอีกครั้ง”
“การเดินทาง” ไม่ว่าจะมาจากเหตุผลกลใด และไป ณ สถานที่แห่งไหน
หลาย ๆ คนได้ปลดปล่อย “จิตวิญญาณ” ที่ถูกพันธนาการไว้กับบางสิ่ง บางคน หรือบางคำมั่น
ในขณะที่หลาย ๆ คนเมื่อได้พบกับ “ตัวตน” ที่แท้จริงที่เฝ้า "โหยหา" แล้ว
ก็ได้รับรู้ว่า ยิ่งเราเดินทางออกไปไกลแค่ไหน และยิ่งไปนานเท่าไร เราจะยิ่งคิดถึง
และอยากกลับไปหา “บ้าน” มากยิ่งขึ้นเท่านั้น
“การเดินทาง” ให้ความรู้สึก “ปลดปล่อย” และรู้ถึงคุณค่าของ “อิสระ”
ที่พร้อมรับอย่างเต็มปอด
“การเดินทาง” ให้ความรู้สึก “โหยหา” และรู้ถึงคุณค่าของ “พันธนาการ”
ที่พร้อมจะกลับไปรับอย่างเต็มใจ
ป.ล. จนถึง ณ ขณะนี้ ไม่รู้จริง ๆ ว่า “พี่คนนั้น” รู้หรือยังว่า
เพียงแค่ประโยคชวนคุยเพียงประโยคเดียว ก่อให้เกิดเรื่องราวแบบ 4 ตอน
(ที่คาดว่า จะจบ)
ป.ล. จนถึง ณ ขณะนี้ ยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่า “พี่คนนั้น” ได้อ่านเรื่องราวตอนหนึ่งตอนใด
แล้วหรือยัง ถ้าอ่านแล้ว หวังว่า ข้อความใด ข้อความหนึ่ง อาจ "กระแทกใจ" ของ “พี่คนนั้น”
ให้ได้ค้นพบคำตอบที่ตนเองได้ก่อประเด็นจนกลายเป็นเรื่องราว 4 ตอน
(ที่ยังไม่รู้ว่า จะจบจริงหรือเปล่า)
ป.ล. สุดท้าย และสำคัญสุด ๆๆๆๆ
(เกิดขึ้นจากความคิดเรื่องการ "เคลื่อนย้าย" ตำแหน่ง)
หลายครั้ง หลายหน ที่เราไม่เคยรับรู้ความรู้สึกของคนที่ยืนส่งเรา
จนสุดสายตา เราไม่เคยรู้ว่า เขาหรือเธอจะรู้สึกเช่นไร
ที่ต้องยืนอยู่ ณ จุดเดิม แล้วมองพาหนะ ที่มีใครคนนั้น
คนสำคัญของหัวใจ ค่อย ๆ ห่างออกไปทุกที
จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง วันที่เกิดการ "เคลื่อนย้าย" เกิดการ
"สลับตำแหน่ง" จากคน "ไป" กลายเป็นคน "ส่ง" จากคนที่เคลื่อนตัวออกไป
กลายเป็นคนที่ต้องยืนอยู่กับที่เพื่อมองใครคนนั้น จนเขาหรือเธอ
ลับสายตาไป เราจึงเข้าใจได้ว่า ความอ้างว้าง ความโดดเดี่ยว
และความรู้สึก "โหวง" อย่างเต็มหัวใจ
ทำไม เราจึงมักมองไม่เห็นความสำคัญของ "คน" หรือ "สิ่ง" ที่สำคัญ
และมีความหมายต่อหัวใจของเรา เรามัก "ไม่รักษา, ไม่ดูแล" เพราะคิดว่า
นั่นคือ "ของตาย"
ทำไม เราชอบหลงลืมว่า "ของตาย" อาจกลายเป็น "ของเป็น"
และมันมีวัน "หมดอายุ" (โดยไม่จำเป็นต้องมีคำเตือนกำกับไว้)
และเมื่อเวลาหมด ต่อให้เราพยายามมากมายสักเพียงไหน
เราก็ทำได้เพียงยืนมอง "คน" หรือ "สิ่ง" ที่สำคัญของหัวใจที่ค่อย ๆ
หายไปจากสายตา
edit @ 7 Oct 2009 11:27:58 by Jai-Ja