จิตวิญญาณที่ถูก "ขัง" และ กระเป๋าเดินทางที่รอ "เคลื่อนย้าย" (ตอนที่ 1)
posted on 30 Sep 2009 14:41 by jaisingha
เมื่อคืนนี้ เกรซบินไปอังกฤษ เพื่อฉลองวันเกิดกับมามี๊ เป็นเวลา 2 อาทิตย์
บ่ายนี้ พี่ตู่จะออกเดินทางไปทำงานที่ฮ่องกง
1 เดือน
คืนนี้ ป๋องจะเดินทางไปอิตาลี 3 อาทิตย์ ตามแผนเดิมที่เคยตกลงว่า จะไปเที่ยวกัน
คุณเคยรู้สึกถึงอาการ “โหวง” ไหมคะ มันไม่ใช่อาการเบาโหวงอันเนื่องมาจาก ความโล่งอกที่ทำสิ่งที่ต้องทำได้สำเร็จ
แต่มันคือ ความ “โหวงใจ” ที่บางครั้งมันก็เกิดอาการ “เสียดจิ๊ด ๆ” และ “ร้าวในใจ”
(น่าจะแบบเดียวกับเวลาที่โดนหักอก)
เมื่อเร็ว ๆ นี้ บังเอิญได้นั่งคุยกับ "พี่คนนั้น" ในวันแดดร่ม ลมไปไหนไม่รู้
ลมทะเลเคลื่อนตัวมาเอื่อย ๆ แบบร้อนมากสลับร้อนมากที่สุด
หมอนกองใหญ่รอการหนุน บนเก้าอี้ผ้าใบสีสดที่รอการเหยียดยื่น
หนังสือกองโตที่รอการเปิดอ่าน อาหารทะเลหลากชนิดที่รอการส่งเข้าปาก
ไม่ใช่ลังเลเพราะหมู่มวลภมร (แมลงวัน) มาดอมดม
ไม่ไช่เพราะเลือกไม่ถูกว่า จะกิน (ขอใช้ศัพท์คำนี้ ดูจริงใจดี) อะไรก่อนดี
แต่มันเป็นเพราะ การเปิดประเด็นของ "พี่คนนั้น" ด้วยประโยคที่ว่า
“เรากำลังเจอคำถามที่ตอบไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่า ที่เป็นแบบนั้น เรียกว่า
“โรคจิต” ได้หรือเปล่า"
"พี่คนนั้น" โดนคำถามจากคนทางบ้านว่า “กลับมาจากต่างประเทศ ตั้งนานแล้ว
แต่จนป่านนี้ ทำไมกระเป๋าเดินทางยังอยู่ ณ จุดเดิม จุดเดียวกับวันที่เขากลับมา
และวางไว้ โดยข้างในยังมีของที่มีไว้สำหรับยามเดินทาง”
คำถามที่ดูน่าจะไม่มีอะไร เหมือนเป็นการชวนคุยกันแบบธรรมดา ๆ
เหมาะกับบรรยากาศยิ่งนัก กลับกลายเป็นคำถามที่ทำให้เราเกือบร้องไห้
เพราะความ “โหวงใจ”
เพราะสิ่งที่ "พี่คนนั้น" ทำ และ ถูกถาม มันเป็นความเลื่อมซ้อนของกระจกเงา
ที่สะท้อนให้เห็นภาพ "กระเป๋าเดินทาง" ของเราที่กลับจากอังกฤษ
ตั้งแต่มิถุนายน ปี 2008 ยังคงวางไว้ ณ ตำแหน่งเดิม และข้างใน ยังมีอุปกรณ์
ที่เราต้องพกติดตัวยามเดินทาง ทั้งสมุดบันทึก ถุงเท้านุ่ม ๆ ไว้ใส่นอน
รองเท้าผ้านิ่ม ๆ ไว้ใส่เดินในที่พัก ถุงมือให้ความอบอุ่น ฯลฯ
มันถูกวางไว้ ณ จุดเดิม จุดที่ไม่ว่ามองไปเมื่อไร ก็ “เห็น”
มันเป็นตำแหน่งแห่งความ “ปลอดภัย” ที่ทำให้มองเมื่อไรก็รู้ว่า “อีกไม่นาน”
เราและกระเป๋าเดินทาง จะได้ออกเดินทางอีกครั้ง
หลายครั้งหลายหน ที่แม่ถามว่า ทำไมไม่เอาของออกให้หมด
แล้วเอากระเป๋าเดินทางไปเก็บไว้ในห้องเก็บของให้เรียบร้อย
วางไว้ข้างนอกแบบนี้ นอกจากจะมีฝุ่นจับแล้ว ยังเกะกะด้วย
เราตอบแม่ไม่ได้ ไม่รู้จะอธิบายให้แม่ฟังได้อย่างไร
รู้แต่ว่า หากกระเป๋าเดินทางถูกเคลื่อนย้ายไปจากจุดที่เราคุ้นเคย
ที่เราเรียกว่าจุด “ปลอดภัย” เมื่อไร ก็คงไม่ต่างจาก
"ตัวตนที่แท้จริง" ของเราถูก "ปัจจัยภายนอก" ผลักเราไปสู่ทิศทางที่
"น่าจะเป็น" ของสังคม
แต่เมื่อได้มาคุยกับ "พี่คนนั้น" เรากลับอธิบายได้อย่างละเอียด
ถึงเหตุที่เราต้องทำเช่นนั้น
“กระเป๋าเดินทาง” ในจุด “ปลอดภัย” มันบ่งบอกถึง "ความมีอยู่" ของตัวเรา
มันบ่งบอกถึงความ “พร้อม” ที่จะออกเดินทาง และหยุดพักจากที่นี่ ที่เดิม ไปสู่สถานที่แห่งใหม่
ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใหม่จริง ๆ ที่เรายังไม่เคยพบ ไม่เคยสัมผัส หรือเป็นสถานที่เดิม
ที่เคยเยือนหลายครั้ง แต่ทุกครั้ง เราได้พบกับความแปลกใหม่จากความผันแปร
ไปตามเวลา จากสถานที่เดิมเสมอ
“การเดินทาง” ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็น “อิสระ” โดยเฉพาะยามได้เยือน
สถานที่ใหม่ ๆ ที่เรา “ไม่รู้จักใคร” และ “ใครก็ไม่รู้จักเรา”
มันคือ การปลุกเร้าความตื่นเต้น ท้าท้าย ให้ "จิตวิญญาณแห่งความร่อนเร่"
เราสัมผัสได้ถึงความ “ไร้ตัวตน” ไม่ต้องสนใจใคร และไม่ต้องการให้ใครมาสนใจเรา
เราสามารถใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากทำ เดินเท่าที่เราอยากเดิน วิ่งเท่าที่เราอยากวิ่ง
หยุดเท่าที่เราอยากหยุด หัวเราะได้จนสุดเสียง กระโดดได้สูงมากขึ้น
ความสุขที่มาจากการเดินไป สำรวจไป ในเรื่องราวของท้องถิ่น ในบ้านเมือง ในผู้คน
เราได้พบเพื่อน (ชั่วคราว) ที่มีความแตกต่างจากเราทั้งเรื่องเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม
ที่อาจจะผูกสัมพันธ์กันต่อ หรืออาจแยกย้ายตลอดกาลก็เป็นได้
เรามีเวลาในการทำความเข้าใจกับ “เพื่อนเก่า” ที่เรารู้จักมานานเท่า ๆ กับอายุของตัวเอง
“เพื่อนเก่า” ที่เราหลงลืม ยามที่เรามี เพื่อนใหม่ เหตุการณ์ใหม่ ๆ หรือสังคมใหม่ ๆ
"การเดินทาง" ทำให้เราได้ "อยู่" และ ได้ "เห็น" ตัวตนของ “เพื่อนเก่า” ได้ “ชัด” ขึ้น
และ “ลึก” ขึ้น ได้มองเห็น “ตัวเอง” ในแง่มุมที่อ่อนโยน และได้เรียนรู้การ “ขอโทษ”
และ “ขอบคุณ” ตัวเอง
"การเดินทาง" ทำให้ “เสียงเรียกเข้า” ของโทรศัพท์มือถือ และ “เสียงเตือน”
เวลามีอีเมล์ลใหม่ กลายเป็น "สิ่งแปลกปลอม" และ "ไม่มีความหมาย"
"การเดินทาง" ทำให้เราได้รื้อฟื้นความสามารถในการเขียนบรรยายสิ่งที่เห็น
สิ่งที่รู้สึก และสิ่งที่คิดถึง ด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้ลายมือ “ไก่เขี่ย”
อ่านง่ายที่สุดยามจรดปากกาลงโปสการ์ด เพื่อส่งหาใครหลาย ๆ คนที่ไม่ได้ไปด้วยกัน
และส่งแม้กระทั่งตัวเอง
"การเดินทาง" ทำให้ “ความรีบเร่ง” ของชีวิตกลายเป็น "ความเนิบช้า"
เราได้ "หยุดเวลา" ของตัวเองไว้ในสวนสาธารณะ ในพิพิธภัณฑ์ ในร้านหนังสือ
หรือแม้แต่หยุดการขยับ ณ เก้าอี้ริมทาง พร้อมแซนวิชเย็น ๆ กับกาแฟเย็น ๆ
ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น (ชอบออกเดินทางในยามอากาศหนาวเย็น)
และอยู่กับความสุข จินตนาการ และความคิดของตัวเอง
ได้มากเท่าที่เราต้องการ และเวลาในทริปนั้น ๆ จะอำนวย
"การเดินทาง" ทำให้เราได้เก็บภาพชีวิต และชีวาของทั้งสถานที่
และผู้คนทั้งในสายตา ในความจำ ในสมุดบันทึก และในกล้องถ่ายรูปแบบใช้ฟิล์ม
ขอย้ำว่า เราใช้กล้องฟิล์ม และเราชอบฟิล์มขาว-ดำ มันช่วยพรางรอยประสบการณ์
บนใบหน้า แต่ช่วยชูความมีชีวิต-ชีวาของผู้คนได้ "โดดเด่น" และ "เป็นจริง"
ที่สำคัญ “การเดินทาง” ทำให้เราค้นพบว่าตัวเอง “ปอดใหญ่” เพราะเราสูดอากาศ
เท่าไรก็ไม่พอ
มันเป็นอากาศของ “ความสุข” และ “ความเป็นอิสระ” ที่สูดเท่าไรก็ไม่เต็มสักที
edit @ 7 Oct 2009 09:52:29 by Jai-Ja