นับเป็นจำนวนในไม่กี่ครั้ง   ที่จะมีหนังสักเรื่องทำให้ไม่อาจละสายตาไปจากหน้าจอ

 

(ยกเว้นมีฉากที่มีพระเอกสุดที่เลิฟมาปรากฎกาย (Tamaki Hiroshi ท่าน Chiaki สุดหล่อ

 

แห่ง Nodame  และ  Min Jung Ho ใต้เท้ามิน แห่ง Dae Jung Guem)   

 

 

 

               แต่  Abbas Kiarostami (อับบาส เคียรอสตามี) ทำให้เวลากว่า 90 นาที

เกิดการทำงานอย่างหนักของประสาทตา, ปาก, มือ  และริ้วประสบการณ์ที่หยักลึกขึ้น

กว่าเดิมบนใบหน้า

 

    

          "ตา ของเราทำงานอย่างหนักเพื่อจับภาพหน้าตา ท่าทาง รอยยิ้ม รอยหยัน

 

หยาดน้ำตา และใบหน้ายามหัวเราะของผู้หญิง 10 กว่าคนที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง “Shirin”

 

หนึ่งในภาพยนตร์ที่ฉายในงานเทศกาล Bangkok International Film Festival 2009

 

         

        

          "Shirin” คือ ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักระหว่าง เนซามี กวีอิหร่าน

 

 

ในสมัยศตวรรษที่ 12  กับหญิงสาวผู้มีนามว่า ชิริน”  เป็นการนำเสนอผ่านการเล่าเรื่อง

 

 

ของ ชิริน  สู่ผู้ฟัง

 

 

 

          ขอย้ำว่า ผู้ฟัง เพราะตลอด 90 กว่านาที  เราไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าของตัวละครในเรื่องนี้

 

 ไม่ว่าจะเป็น เนซามี, ชิริน หรือแม่นมของชิริน  เราไม่มีโอกาสเห็น เราทำได้เพียงแค่ร่วม "ฟัง"

 

 

 

และเดาเรื่องที่เกิดขึ้นจากสีหน้าของกลุ่มผู้ฟังที่ประกอบด้วยนักแสดงหญิงชาวอิหร่าน 14 คน

 

และนักแสดงหญิงฝรั่งเศสชื่อดัง (จูเลียต บินอช)  

 

 

          การจับสังเกตสีหน้านี้เองที่ทำให้เราเกิดอาการกลั้น  "หัวเราะ"  ไม่ได้ เพราะหน้าตา

ตลอดจนความเปลี่ยนไปของบรรดาหญิงสาวที่อยู่ในจอภาพยนตร์ ระหว่างการชมเรื่องราว

ของ Shirin ทำให้นึกถึงท่าทางของผู้คนที่เราพบเจอตามงานสังคม

 

          "ปฎิกิริยาตอบอัตโนมัติ"  ที่จะเกิดขึ้น ยามเขาและเธอรู้สึกว่า กำลังเป็นที่จับตามอง

ของเพศตรงข้าม หรือของกล้องทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว มันเป็นการ  "ตอบโต้"  ที่เชื่อว่า

หลายคนต้องผ่านการฝึกฝนหน้ากระจกมาเป็นอย่างดี 

 

          จากการหัวเราะปากกว้าง เสียงดัง กลายเป็นการหัวเราะแบบแผ่ว ด้วยริมฝีปากเจ่อ ๆ

(ทำยากมาก ขอบอก ถ้าฝึกไม่ถึงขั้น Advance ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยง เพราะอาจดูมีปัญหา

เรื่องเหงือกหรือฟัน)  จากการยืนสบาย ๆ กลายเป็นการยืนทิ้งขา  หย่อนสะโพกเล็กน้อย

เอียงตัวประมาณ 45 องศา ทำมุมกับสิ่งที่กำลังจับจ้องตนเองอยู่  (เพื่อให้ผู้ที่จับจ้อง

เกิดความรู้สึกว่า  นี่คือ ท่าทางธรรมชาติของฉัน ปกติฉันก็ยืนแบบนี้เป็นประจำ 

(แต่หากไม่ฝึกมาเป็นอย่างดี การทิ้งสะโพกโดยไม่ชำนาญ อาจก่อ ให้เกิดการอักเสบ

ได้โดยไม่รู้ตัว))

 

          แต่ไม่ว่า จะเป็นท่าใดก็ตาม ต้องไม่ให้สายตาทั้งที่อยู่หน้ากล้อง หรือหลังเลนส์จับได้ว่า

เรารู้ตัว   ผู้หญิงทั้ง 10 กว่าคนในเรื่องนี้ก็เช่นกัน  ทันที่กล้องจับภาพของเธอคนใดก็ตาม เธอจะ

เริ่มปฏิกิริยาตอบโต้อัตโนมัติ   โดยเฉพาะยามที่มีแสงตกกระทบ "ใบหน้า" 

เธอจะเกิด "ปฏิกิริยาไวแสง"  แบบทันที

 

          "ปฏิกิริยาไวแสง" นี้ก่อให้เกิดการหาตัวช่วย  ไม่ว่าจะเป็นมือ หรือนิ้วมาเสริมองค์ประกอบ

ของใบหน้า  ไม่ว่าจะเป็นการแตะนิ้วที่เรียวยาวทั้ง 4 แบบแผ่ว  ๆ ที่ปลายคาง และอาจเลย

ไปที่ริมฝีปาก หรือการวางนิ้วกลางจนถึงนิ้วก้อยแบบเบา ๆ  ที่ปลายคาง

ปล่อยนิ้วชี้ทิ้งตัวน้อย ๆ  ที่โหนกแก้ม (ส่วนนิ้วโป้ง เข้าใจว่า มันสั้นเกิน  ควรเก็บไว้ในที่มิดชิด 

(ท่านี้ต้องหมั่นฝึกหน้ากระจกให้ชำนาญ เพราะแต่คน มีมือและความยาวของนิ้วที่ต่างกัน))

 

                จากใบหน้าที่เรียบเฉย กลับมีรอยยิ้มของนางฟ้า ทั้งอบอุ่น และเปี่ยมไปด้วย เมตตา

(ฉากนี้ เรากลั้นหัวเราะสุด ๆ เพราะเสียงที่เราได้ยินจากในภาพยนตร์บ่งบอกให้รู้ว่า มีการต่อสู้

เลือดกระฉูด แล้วเหตุใดเธอจึงยิ้มได้ปรานียิ่งนัก โอ้....หรือเธอเป็นคนเลือดเย็น) 

 

          จากนัยตาที่นิ่งสนิท  ติดจะเฉยชา หรือฉาบไล้ด้วยใบหน้าเริดเชิด ปรากฎน้ำคลอเบ้า

บางรายปล่อยหยาดน้ำไหลเอื่อย ๆ  ทำมุมได้อย่างสวยงาม เหมาะเจาะพอดิบพอดี

ที่กล้องจะรับภาพได้

 

          สิ่งเหล่านี้ มันช่วยไม่ได้เลยที่ก่อให้เกิดคำถามในใจว่า เบื้องหน้าของเธอ

มีภาพเหตุการณ์ที่ได้ฟังจากเสียงปรากฎจริงหรือไม่  หรือเธอก็ได้ยินแต่เสียงเล่าแบบเดียว

กับที่เราได้รับ  และเธอรู้หรือเปล่าว่า กล้องได้ทำการบันทึกภาพใบหน้าของเธอไว้ และเธอ

กำลังเป็นหนึ่งในตัวนักแสดง

 

          หลาย ๆ ความเปลี่ยนแปลงทำให้เรากลั้นหัวเราะจนน้ำตาไหล นั่นเป็นเหตุให้

อวัยวะสุดท้าย คือ  มือ ของเราต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อใช้ในการปิด ปาก

ไม่ให้เสียงหัวเราะของเราไปก่อความรำคาญให้คนร่วมโรง  และ ไม่ก่อความอับอาย

ให้เพื่อนร่วมชม (เฮียตู่)     

 

          ที่สำคัญ เรายังไม่ถูกกล่าวหาว่า บ้า เพราะ Shirin ทำให้เพื่อนร่วมโรงบางคน เบื่อหน่าย

หลายคนทำหน้าจริงจัง ประหนึ่งนี่คือ ข้อสอบวิชาสำคัญ  

 

          ในขณะที่คนข้าง ๆ เรา (เฮียตู่) ถูกแรงจาก "ปฏิกิริยาตอบโต้"  และ  "ปฏิกิริยาไวแสง" 

อัดเข้าอย่างจัง เพราะเฮียกำลังจะทำงานที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาของคนดูที่มีต่อชิ้นงานที่ชม

 

          Shirin  อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกว่า นี่คือ หนังของผู้หญิง และอาจเป็นหนังที่ต้องการสื่อสาร

เพื่อเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ เพราะในแต่ละฉาก แม้จะเห็นว่า มีผู้ชาย

เป็นผู้ชมอยู่เช่นกัน แต่ผู้ชายไม่ได้รับการกล่าวถึง และไม่ได้รับการจับภาพ

จนอาจเรียกได้ว่านี่คือ  "ปฏิกิริยาเพิกเฉย" ที่มีต่อ "อากาศธาตุ"

 

          แต่สำหรับเราแล้ว  “Abbas Kiarostami  - อับบาส เคียรอสตามี  คือ  บุรุษที่เราขอคารวะ

เพราะ เคียรอสตามี คือ  ชายในโลก ในประเทศที่เราไม่เคยรู้จัก  เรารับรู้เพียงว่า

โลกใบนั้น ผู้หญิงไม่สามารถแสดงความเป็นตัวเองในพื้นที่สาธารณะ  และไม่มีแม้แต่โอกาส

ที่จะเผยความงามของใบหน้าให้คนภายนอกครอบครัวได้ประจักษ์

 

          เคียรอสตามี  ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเคารพต่อ  "ความเป็นคน"   การเปิดโอกาสให้

"ความเป็นคน"  ได้เผยตัวตนออกมา  เพราะไม่ว่า สังคม หรือประเทศที่เขาเกิด และเติบโต

จะเป็นเช่นไร จะมีกฎระเบียบ หรือข้อห้ามที่เคร่งครัด และมากมายสักเพียงไหน  

แต่เขามิได้แบ่งแยกความเป็น  ชาย-หญิง"  มิได้แบ่งแยกความเป็น เด็ก-ผู้ใหญ่  

ในหนังของเขา ตัวแสดงทุกตัว คือ "คน"  ที่สามารถแสดงสีหน้า น้ำเสียง ตลอดจนท่าทาง

ได้ตามใจปรารถนา

 

          เคียรอสตามี ช่วยปลดปล่อย  "ขนบและจารีต"  ให้ผู้ที่ต้องอยู่ใน กรอบ  ได้ออกมา

เปิดเผย  แม้เพียงชั่วครู่ยามก็ยังดี นับเป็น "ความใจกว้างสุด ๆ"  ของผู้ชายคนนี้ 

 

ป.ล. เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับ

 

          อับบาส เคียรอสตามี เกิดที่เตหะรานเมื่อปี 1940  และ ในช่วงปี 1970 เขาเริ่มต้นเข้าสู่

งานด้านภาพยนตร์ ด้วยการทำงานในแผนกภาพยนตร์  ของสถาบันเพื่อการพัฒนาความรู้

ของเด็กและเยาวชน  (Institute for Intellectual Development of Children and Young Adults)

ในกรุงเตหะราน 

 

          เมื่อมีโอกาส เคียรอสตามี  ไม่รอช้าที่จะก่อตั้งแผนกที่ดูแลเรื่องภาพยนตร์โดยเฉพาะ  

และนั่นเป็นการเริ่มต้นอาชีพนักสร้างภาพยนตร์ ในขณะที่มีวัย 30 ปี   เป็นครั้งแรก

 

          หนังเรื่องแรกที่เขาทำหน้าที่ทั้งกำกับการแสดง  และขียนบทเองคือ Nan va Koutcheh

(The Bread and Alley)  ปรากฎต่อสายตาผู้ชม ในปี 1970   ต่อด้วย Zangeh Tafrih (Breaktime)

ใน ปี 1972  และในปี 1975  เขามีผลงานเรื่อง Do Rahehal Barayeh Yek  Massaleh

(Two Solutions For One Problem)   ก่อนจะมีผลงานอีกครั้งในปี 1982  กับ Hamsarayan

(The  Chorus)  (แต่ระหว่างนั้น เคียรอสตามีได้ทำหนังสั้นอีกไม่ต่ำกว่า 10 เรื่อง

สลับด้วยการสร้างหนังยาวขึ้นกว่าเดิม ที่ขอเรียกว่า หนังสั้นขนาดยาว (ยาวกว่า 40 นาที) )

 

          หนังสั้นทั้ง 4 เรื่องของเคียรอสตามี  หลายคนคงเคยสัมผัสกันไปแล้ว  ในสามเรื่องแรก 

เคียรรอสตามี  ใช้ตัวเดินเรื่องคือ  "เด็ก"  ด้วยการนำเสนอเรื่องราวในชีวิตของคนกลุ่มนี้

ในแบบง่าย ๆ  ใส ๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระหว่างเด็กกับสัตว์ เด็กกับการถูกลงโทษ

และเด็กกับเพื่อนในชั้นเรียน  

 

          ในขณะที่เรื่อง Hamsarayan (The  Chorus) เป็นเรื่องของชายชราหูหนวกอยู่ในบ้าน

ถอดเครื่องช่วยฟังเพื่อหลีกเร้นจากสรรพเสียง  จนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงกริ่งที่หลานตนเอง

พยายามกดเพื่อให้เขาเปิดประตู

 

          เคียรรอสตามี เป็นนักสร้างหนังชาวอิหร่านที่เรียกได้ว่าเป็น "ผู้บุกเบิก"  และเป็นผู้ "เปิดทาง"

บนเวทีโลกให้แก่วงการหนังแดนเปอร์เซีย   และภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นหนังดีเด่น

และดังในระดับนานาชาติคือ Through the Olive Trees (1994)  และ  A Taste of Cherry (1997) 

แต่ภาพยนตร์ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักนอกอิหร่าน และได้รับการชื่นชมจวบจนวันนี้คือ 

Where Is the Friend's Home?( 1987)  เป็นหนังที่นำเสนอความใส และความบริสุทธิ์ของเด็ก

ได้อย่างถึงแก่น  ตามมาด้วย Homework  (1989)
 

          ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านการนำเสนอเรื่องราวของเด็กผ่านภาพยนตร์ บวกกับการเริ่มต้น

อาชีพทำหนังด้วยการทำสารคดี ให้กับองค์กรด้านเด็กและเยาวชนในอิหร่าน  สหประชาชาติ

โดยกองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม (International Fund for Agricultural

Development - IFAD) จึงได้เลือกเคียรอสตามี ให้ทำหน้าที่ถ่ายทอดชีวิตเด็กกำพร้า ผู้ตกเป็น

เหยื่อเอชไอวีในประเทศยูกันดา

 

          “ABC   Africa”  คือ งานหนังสารคดีเกี่ยวกับเด็กติดเชื้อเอดส์ในแอฟริกา เรื่องนั้น

 

ป.ล. อีกครั้ง

 

          ขอคารวะให้ หัวใจที่ดีงาม ที่มีต่อ  ผู้หญิง, คนชรา และเด็ก  โดยไม่จำเป็นต้องมีใบรับรอง

จากเวทีประกวด  “นายงาม   และไม่ต้องปฏิบัติหรือปฏิญาณตนว่า รักเด็ก หรือต้องขึ้นป้าย

แสดงว่า เอื้อเฟื้อต่อสตรี และคนชรา

 

         ขอคารวะงาม ๆ  อีกหลาย ๆ  ครั้งให้  "หัวใจที่ทุ่มเท"  และมิได้เป็นเพียง  ลมปาก 

หากแต่ ลงมือ  สร้างชิ้นงาน  เพื่อให้โลกทัศน์ของคนทั้งโลก ไกล ขึ้น 

และช่วยให้  "ใจ"  ของคนทั้งโลก  กว้างใหญ่ ขึ้น

 

          ขอบคุณ  "Abbas Kiarostami  - อับบาส เคียรอสตามี"  ที่เปิด  โลก  และ ใจ

ของเราให้ไปได้  ไกล ขึ้น

 

          ขอบคุณที่เพิ่มความ  กว้าง และขยายความ ใหญ่ ของพื้นที่ใน  "หัวใจ"

ให้เราได้รู้ว่า ยังมีเรื่องที่เป็นประโยชน์อีกมากที่  "เราทำได้"   และ  "ต้องทำ"

และยังมีคนอีกมากที่เรามอบสิ่งดีดี   "ให้ได้"  และ  "ต้องให้"

 

ป.ล. สุดท้าย

 

          เฮีย ถึงหนูจะเขียนตามใบสั่ง แต่หนูก็เขียนด้วยความ "เต็มใจ" จริง ๆ นะ

 

 

edit @ 6 Oct 2009 22:18:15 by Jai-Ja

 

        

          "ทันทีที่รถโดยสารที่เธอนั่ง เคลื่อนตัวจากไป ผมรู้สึก เหมือนอะไรบางอย่างในชีวิต

 

ขาดหายไป  เหมือนผมกำลังสูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญ 

 

 

 

 

 

          ไม่น่าเชื่อว่า เป็นประโยคที่หลุดจากปากของชายวัยไม่ต่ำกว่า  50 ปี  ที่บอกเล่า

 

เรื่องราวของตนเองที่ผ่านมานานนับสิบ ๆ  ปีประโยคนี้ กลับทำให้ภาพ ๆ นั้นบังเกิดขึ้นตรงหน้า

 

เหมือนว่า มันเพิ่งเกิดเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง

 

 

                ประโยคนี้ มาจากภาพยนตร์เรื่อง The Search ที่ได้รับ "รางวัลกินรีทองคำ"

 

ในฐานะ "ภาพยนตร์ขวัญใจกรรมการ"  จากงานเทศกาล "Bangkok International Film

 

 

 

Festival 2009"  และก่อนหน้านี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้เคยได้รับรางวัล "ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม"

 

จากงาน  "เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเซี่ยงไฮ้" ครั้งที่ 12  (เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา)  มาแล้ว

 

 

               

          The Search เป็นผลงานการกำกับของ ผู้กำกับชาวธิเบต  Pema Tseden

 

 

(วั่นหม่า ไฉตั้น)  ผู้กำกับหนึ่งในสมาชิกของสมาคมภาพยนตร์แห่งประเทศจีน

 

 

และสมาคมผู้กำกับแห่งประเทศจีน  เป็นผู้กำกับผู้ที่จบการศึกษาจาก

 

 

Northwest University for Nationalities  และ  Beijing Film Academy

 

 

และมีผลงานทางวรรณกรรมกว่า 50 ชิ้น  ที่ได้รับการตีพิมพ์ตามหน้านิตยสาร

 

 

และหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่ปี 1991

 

   

         The Search นำเสนอเรื่องราวของผู้กำกับภาพยนตร์กับเพื่อนอีกสองคน ที่ออกเดินทางไป

ยังหุบเขาหิมาลัย เพื่อค้นหาผู้ที่จะรับบทเป็นเจ้าชายดริเม คุนเดน และเจ้าหญิงแมนเด ซังโม  

ซึ่งเป็นอุปรากรธิเบตที่ได้รับความนิยมสูงสุด  โดยตั้งใจจะนำอุปรากรธิเบตชุดนี้มาทำเป็นภาพยนตร์

 

          ระหว่างการค้นหา เขาได้พบกับ เด็กสาวผู้มีเนื้อเสียงไพเราะในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง 

ซึ่งเธอเล่นเป็นเจ้าหญิงแมนเด ซังโม  ในเทศกาลปีใหม่ของหมู่บ้านมาตั้งแต่เด็ก 

เด็กสาวผู้นี้มาพบผู้กำกับพร้อมผ้าผืนงามที่ปกปิดใบหน้าจนเหลือให้เห็นเพียงแค่ดวงตาเท่านั้น

เธอปฏิเสธการเปิดเผยใบหน้าด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า ไม่สบาย

 

          ผู้กำกับยอมรับเหตุผลนี้  และไม่ต้องการแม้แต่จะดูรูปถ่ายของเธอ

ด้วยเหตุผลที่ว่า คนที่จะเล่นเป็นเจ้าหญิงได้ ย่อมมีความงามเป็นเครื่องรองรับอยู่แล้ว

 

          สาวน้อยภายใต้ผ้าคลุมหน้าบอกว่า  ยินดีจะเล่นภาพยนตร์ก็ต่อเมื่อ 

ผู้กำกับจะเธอตามหาอดีตคนรัก  ชายผู้ที่เคยเล่นเป็นเจ้าชายดริเม คุนเดน

คู่กับเธอมาตั้งแต่เด็ก  แต่เมื่อเขาสอบบรรจุเป็นครูได้สำเร็จ เขาก็ทิ้งชีวิตชนบท 

ทิ้งบ้านเกิด และสาวคนรักไว้เบื้องหลัง               

         

          ผู้กำกับยินดีรับเงื่อนไข และข้อเรียกร้องของเธอที่ว่า ในการเดินทางต่อจากนี้

เธอต้องเป็นหนึ่งในผู้ร่วมทาง  ระหว่างทาง ไม่ว่าจะแวะไปหมู่บ้านใด

ผู้กำกับก็จะได้พบกับผู้ที่เคยเล่นเป็นเจ้าชายดริเม คุนเดนมาแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานเป็นนักร้องในคลับ หรือแม้แต่พระในวัด    

             

 

       

          ณ ขณะที่ผู้กำกับค้นพบความหลากหลายของผู้ที่เคยรับบท ดริเม คุนเดน 

หญิงสาวกำลังเข้าใกล้อดีตคนรักมากขึ้นเรื่อย    พร้อมกับได้ชมการแสดงอุปรากรเรื่องนี้

เราก็ได้หวนระลึกถึงความไม่เข้าใจเมื่อครั้งวัยเด็กที่ต้องเรียนรู้เรื่องราวของ กัณหา-ชาลี

ที่พระเวสสันดรยกลูกแท้ ๆ ของตนเองให้กับชูชก และได้ระลึกถึงความชอกช้ำของพระนางมัทรี

ที่ต้องสูญเสียลูกอันเป็นที่รักเพื่อรักษาคำมั่นสัญญาของพระสวามีที่ถือ การให้

ไม่มีที่สิ้นสุด               

 

          แต่นั่นคงเป็นเพียงแวบเดียว ที่ผ่านเข้ามาสร้างความเศร้าใจ เพราะสุดท้าย The Search

ก็ดำเนินมาถึงจุดที่บรรจบกับความรู้สึก ณ ขณะนี้ของเรา  หญิงสาวที่ได้พบอดีตชายคนรัก  

เธอมาด้วยวัตถุประสงค์เดียวคือ  เพื่อจะคืนผ้าคลุมหน้าที่เขาได้มอบให้เธอเมื่อวันปีใหม่ที่ผ่านมา

ผ้าผืนงามที่เขามอบให้เป็นที่ระลึกก่อนบอกลาและบอกเลิก               

 

          ผู้กำกับที่เมื่อเดินทางนานขึ้น  เสียงโทรศัพท์ก็ดังถี่ขึ้น และเขาก็รับโทรศัพท์จากทางบ้าน

บ่อยขึ้น  พร้อมกับที่ได้รับรู้ความเจ็บปวดจากรักครั้งแรกที่มิอาจลืมเลือนจากเพื่อนของตนเอง

มากขึ้น   พร้อม ๆ กับที่หญิงสาวร่วมทางจากไปโดยมิได้เอ่ยคำลา และอาจไม่มีโอกาส

แม้แต่จะได้เห็นหน้า  เพราะเขาเริ่มไม่แน่ใจว่า  ควรจะทำภาพยนตร์เรื่องนี้ต่อไปอีกหรือไม่

 

          ความลังเลที่มาพร้อมกับประโยคที่กลับมาสะท้อนอีกครั้ง หากแต่มาจากปากของชาย

ที่ตนเองช่วยหญิงสาวตามหาจนพบ ชายที่มีเสียงร้องอันไพเราะ ชายที่บอกเขาว่า ปีใหม่ที่จะถึง

คงไม่กลับไปรับบทเจ้าชายดริเม คุนเดน และคงไม่กลับไปที่หมู่บ้านนั้นอย่างแน่นอน

 

           ทันทีที่รถโดยสารที่เธอนั่ง เคลื่อนตัวจากไป ผมรู้สึก เหมือนอะไรบางอย่างในชีวิตขาดหายไป

เหมือนผมกำลังสูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญ และผมคิดว่า ปีใหม่ปีนี้ ผมจะกลับไปที่หมูบ้าน

ที่ผมเกิดอีกครั้ง 

 

          การเดินทาง  ไม่ว่าจะมาจากเหตุผลกลใด และไป ณ สถานที่แห่งไหน 

หลาย ๆ  คนได้ปลดปล่อย จิตวิญญาณ ที่ถูกพันธนาการไว้กับบางสิ่ง บางคน หรือบางคำมั่น 

 

          ในขณะที่หลาย ๆ คนเมื่อได้พบกับ  ตัวตน  ที่แท้จริงที่เฝ้า   "โหยหา" แล้ว 

ก็ได้รับรู้ว่า  ยิ่งเราเดินทางออกไปไกลแค่ไหน และยิ่งไปนานเท่าไร  เราจะยิ่งคิดถึง

และอยากกลับไปหา  บ้าน  มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

 

           การเดินทาง  ให้ความรู้สึก ปลดปล่อย  และรู้ถึงคุณค่าของ  อิสระ 

ที่พร้อมรับอย่างเต็มปอด  

 

 

          การเดินทาง  ให้ความรู้สึก โหยหา  และรู้ถึงคุณค่าของ พันธนาการ

ที่พร้อมจะกลับไปรับอย่างเต็มใจ

 

 ป.ล. จนถึง ณ ขณะนี้ ไม่รู้จริง ๆ ว่า พี่คนนั้น  รู้หรือยังว่า 

เพียงแค่ประโยคชวนคุยเพียงประโยคเดียว ก่อให้เกิดเรื่องราวแบบ 4 ตอน

(ที่คาดว่า จะจบ)

 

 ป.ล. จนถึง ณ ขณะนี้  ยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่ว่า พี่คนนั้น ได้อ่านเรื่องราวตอนหนึ่งตอนใด

แล้วหรือยัง  ถ้าอ่านแล้ว หวังว่า ข้อความใด ข้อความหนึ่ง อาจ "กระแทกใจ" ของ พี่คนนั้น

ให้ได้ค้นพบคำตอบที่ตนเองได้ก่อประเด็นจนกลายเป็นเรื่องราว 4 ตอน

(ที่ยังไม่รู้ว่า จะจบจริงหรือเปล่า)

 

ป.ล. สุดท้าย และสำคัญสุด ๆๆๆๆ 

(เกิดขึ้นจากความคิดเรื่องการ "เคลื่อนย้าย" ตำแหน่ง)

 

     หลายครั้ง หลายหน ที่เราไม่เคยรับรู้ความรู้สึกของคนที่ยืนส่งเรา

จนสุดสายตา เราไม่เคยรู้ว่า  เขาหรือเธอจะรู้สึกเช่นไร 

ที่ต้องยืนอยู่ ณ จุดเดิม  แล้วมองพาหนะ ที่มีใครคนนั้น

คนสำคัญของหัวใจ  ค่อย ๆ ห่างออกไปทุกที

 

          จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง วันที่เกิดการ "เคลื่อนย้าย"  เกิดการ 

"สลับตำแหน่ง"   จากคน "ไป"  กลายเป็นคน "ส่ง"  จากคนที่เคลื่อนตัวออกไป

กลายเป็นคนที่ต้องยืนอยู่กับที่เพื่อมองใครคนนั้น จนเขาหรือเธอ

ลับสายตาไป  เราจึงเข้าใจได้ว่า  ความอ้างว้าง  ความโดดเดี่ยว

และความรู้สึก "โหวง"  อย่างเต็มหัวใจ

 

          ทำไม  เราจึงมักมองไม่เห็นความสำคัญของ "คน" หรือ "สิ่ง"  ที่สำคัญ

และมีความหมายต่อหัวใจของเรา  เรามัก "ไม่รักษา, ไม่ดูแล"  เพราะคิดว่า

นั่นคือ "ของตาย"

 

          ทำไม  เราชอบหลงลืมว่า "ของตาย"  อาจกลายเป็น  "ของเป็น" 

และมันมีวัน "หมดอายุ"  (โดยไม่จำเป็นต้องมีคำเตือนกำกับไว้) 

 

          และเมื่อเวลาหมด  ต่อให้เราพยายามมากมายสักเพียงไหน

เราก็ทำได้เพียงยืนมอง  "คน"  หรือ  "สิ่ง"  ที่สำคัญของหัวใจที่ค่อย ๆ

หายไปจากสายตา 

 

 

edit @ 7 Oct 2009 11:27:58 by Jai-Ja

    

  

          เมื่อคืนนี้ เกรซบินไปอังกฤษ เพื่อฉลองวันเกิดกับมามี๊ เป็นเวลา 2 อาทิตย์

          บ่ายนี้ พี่ตู่จะออกเดินทางไปทำงานที่ฮ่องกง

1 เดือน

          คืนนี้ ป๋องจะเดินทางไปอิตาลี 3 อาทิตย์ ตามแผนเดิมที่เคยตกลงว่า จะไปเที่ยวกัน

 

 

          คุณเคยรู้สึกถึงอาการ โหวง  ไหมคะ มันไม่ใช่อาการเบาโหวงอันเนื่องมาจาก ความโล่งอกที่ทำสิ่งที่ต้องทำได้สำเร็จ

 

 

          แต่มันคือ ความ โหวงใจ ที่บางครั้งมันก็เกิดอาการ เสียดจิ๊ด ๆ และ ร้าวในใจ

 (น่าจะแบบเดียวกับเวลาที่โดนหักอก)

 

          เมื่อเร็ว ๆ นี้ บังเอิญได้นั่งคุยกับ "พี่คนนั้น" ในวันแดดร่ม ลมไปไหนไม่รู้

ลมทะเลเคลื่อนตัวมาเอื่อย ๆ แบบร้อนมากสลับร้อนมากที่สุด

หมอนกองใหญ่รอการหนุน บนเก้าอี้ผ้าใบสีสดที่รอการเหยียดยื่น

หนังสือกองโตที่รอการเปิดอ่าน อาหารทะเลหลากชนิดที่รอการส่งเข้าปาก

ไม่ใช่ลังเลเพราะหมู่มวลภมร (แมลงวัน) มาดอมดม

ไม่ไช่เพราะเลือกไม่ถูกว่า จะกิน (ขอใช้ศัพท์คำนี้ ดูจริงใจดี) อะไรก่อนดี

 

         แต่มันเป็นเพราะ  การเปิดประเด็นของ "พี่คนนั้น"  ด้วยประโยคที่ว่า

เรากำลังเจอคำถามที่ตอบไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่า ที่เป็นแบบนั้น เรียกว่า

โรคจิต ได้หรือเปล่า"

 

         "พี่คนนั้น" โดนคำถามจากคนทางบ้านว่า กลับมาจากต่างประเทศ ตั้งนานแล้ว

แต่จนป่านนี้ ทำไมกระเป๋าเดินทางยังอยู่ ณ จุดเดิม จุดเดียวกับวันที่เขากลับมา

และวางไว้ โดยข้างในยังมีของที่มีไว้สำหรับยามเดินทาง

 

          คำถามที่ดูน่าจะไม่มีอะไร  เหมือนเป็นการชวนคุยกันแบบธรรมดา ๆ

เหมาะกับบรรยากาศยิ่งนัก กลับกลายเป็นคำถามที่ทำให้เราเกือบร้องไห้

เพราะความ โหวงใจ

 

          เพราะสิ่งที่ "พี่คนนั้น"  ทำ และ ถูกถาม มันเป็นความเลื่อมซ้อนของกระจกเงา

ที่สะท้อนให้เห็นภาพ  "กระเป๋าเดินทาง"  ของเราที่กลับจากอังกฤษ

ตั้งแต่มิถุนายน ปี 2008 ยังคงวางไว้ ณ ตำแหน่งเดิม และข้างใน ยังมีอุปกรณ์

ที่เราต้องพกติดตัวยามเดินทาง ทั้งสมุดบันทึก ถุงเท้านุ่ม ๆ ไว้ใส่นอน

รองเท้าผ้านิ่ม ๆ ไว้ใส่เดินในที่พัก ถุงมือให้ความอบอุ่น ฯลฯ

 

          มันถูกวางไว้ ณ จุดเดิม จุดที่ไม่ว่ามองไปเมื่อไร ก็ เห็น

มันเป็นตำแหน่งแห่งความ  ปลอดภัย ที่ทำให้มองเมื่อไรก็รู้ว่า อีกไม่นาน

เราและกระเป๋าเดินทาง จะได้ออกเดินทางอีกครั้ง

 

          หลายครั้งหลายหน ที่แม่ถามว่า ทำไมไม่เอาของออกให้หมด

แล้วเอากระเป๋าเดินทางไปเก็บไว้ในห้องเก็บของให้เรียบร้อย

วางไว้ข้างนอกแบบนี้ นอกจากจะมีฝุ่นจับแล้ว ยังเกะกะด้วย

 

          เราตอบแม่ไม่ได้ ไม่รู้จะอธิบายให้แม่ฟังได้อย่างไร

รู้แต่ว่า หากกระเป๋าเดินทางถูกเคลื่อนย้ายไปจากจุดที่เราคุ้นเคย

ที่เราเรียกว่าจุด ปลอดภัย  เมื่อไร ก็คงไม่ต่างจาก

 "ตัวตนที่แท้จริง" ของเราถูก "ปัจจัยภายนอก"  ผลักเราไปสู่ทิศทางที่

"น่าจะเป็น" ของสังคม 

 

          แต่เมื่อได้มาคุยกับ "พี่คนนั้น"  เรากลับอธิบายได้อย่างละเอียด

ถึงเหตุที่เราต้องทำเช่นนั้น

 

          “กระเป๋าเดินทาง  ในจุด ปลอดภัย มันบ่งบอกถึง "ความมีอยู่" ของตัวเรา

มันบ่งบอกถึงความ พร้อม ที่จะออกเดินทาง และหยุดพักจากที่นี่ ที่เดิม ไปสู่สถานที่แห่งใหม่

ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใหม่จริง ๆ ที่เรายังไม่เคยพบ ไม่เคยสัมผัส หรือเป็นสถานที่เดิม

ที่เคยเยือนหลายครั้ง แต่ทุกครั้ง เราได้พบกับความแปลกใหม่จากความผันแปร

ไปตามเวลา จากสถานที่เดิมเสมอ

 

 

         “การเดินทาง ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็น  อิสระ  โดยเฉพาะยามได้เยือน

สถานที่ใหม่ ๆ ที่เรา ไม่รู้จักใคร  และ ใครก็ไม่รู้จักเรา

มันคือ การปลุกเร้าความตื่นเต้น ท้าท้าย ให้ "จิตวิญญาณแห่งความร่อนเร่"

    

      

 

 

       

          เราสัมผัสได้ถึงความ ไร้ตัวตน ไม่ต้องสนใจใคร และไม่ต้องการให้ใครมาสนใจเรา

เราสามารถใช้ชีวิตในแบบที่เราอยากทำ เดินเท่าที่เราอยากเดิน วิ่งเท่าที่เราอยากวิ่ง

หยุดเท่าที่เราอยากหยุด หัวเราะได้จนสุดเสียง กระโดดได้สูงมากขึ้น

 

          ความสุขที่มาจากการเดินไป สำรวจไป ในเรื่องราวของท้องถิ่น ในบ้านเมือง ในผู้คน

เราได้พบเพื่อน (ชั่วคราว) ที่มีความแตกต่างจากเราทั้งเรื่องเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม

ที่อาจจะผูกสัมพันธ์กันต่อ หรืออาจแยกย้ายตลอดกาลก็เป็นได้

 

          เรามีเวลาในการทำความเข้าใจกับ เพื่อนเก่า ที่เรารู้จักมานานเท่า ๆ กับอายุของตัวเอง

เพื่อนเก่า ที่เราหลงลืม ยามที่เรามี เพื่อนใหม่ เหตุการณ์ใหม่ ๆ หรือสังคมใหม่ ๆ

 

          "การเดินทาง"  ทำให้เราได้ "อยู่" และ ได้ "เห็น" ตัวตนของ เพื่อนเก่า ได้ ชัด ขึ้น 

และ ลึก ขึ้น ได้มองเห็น ตัวเอง ในแง่มุมที่อ่อนโยน และได้เรียนรู้การ ขอโทษ

และ ขอบคุณ ตัวเอง

 

          "การเดินทาง"  ทำให้ เสียงเรียกเข้า ของโทรศัพท์มือถือ และ เสียงเตือน

เวลามีอีเมล์ลใหม่ กลายเป็น "สิ่งแปลกปลอม"  และ "ไม่มีความหมาย"

 

         "การเดินทาง"  ทำให้เราได้รื้อฟื้นความสามารถในการเขียนบรรยายสิ่งที่เห็น

สิ่งที่รู้สึก และสิ่งที่คิดถึง ด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้ลายมือ ไก่เขี่ย

อ่านง่ายที่สุดยามจรดปากกาลงโปสการ์ด เพื่อส่งหาใครหลาย ๆ คนที่ไม่ได้ไปด้วยกัน

และส่งแม้กระทั่งตัวเอง

 

          "การเดินทาง"  ทำให้ ความรีบเร่ง ของชีวิตกลายเป็น "ความเนิบช้า"

เราได้ "หยุดเวลา" ของตัวเองไว้ในสวนสาธารณะ ในพิพิธภัณฑ์ ในร้านหนังสือ

หรือแม้แต่หยุดการขยับ ณ เก้าอี้ริมทาง พร้อมแซนวิชเย็น ๆ กับกาแฟเย็น ๆ

ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น (ชอบออกเดินทางในยามอากาศหนาวเย็น)

และอยู่กับความสุข จินตนาการ และความคิดของตัวเอง

ได้มากเท่าที่เราต้องการ และเวลาในทริปนั้น ๆ จะอำนวย 

 

          "การเดินทาง"  ทำให้เราได้เก็บภาพชีวิต และชีวาของทั้งสถานที่

และผู้คนทั้งในสายตา ในความจำ ในสมุดบันทึก และในกล้องถ่ายรูปแบบใช้ฟิล์ม

 

          ขอย้ำว่า เราใช้กล้องฟิล์ม และเราชอบฟิล์มขาว-ดำ มันช่วยพรางรอยประสบการณ์

บนใบหน้า แต่ช่วยชูความมีชีวิต-ชีวาของผู้คนได้  "โดดเด่น"  และ  "เป็นจริง" 

 

          ที่สำคัญ  การเดินทาง  ทำให้เราค้นพบว่าตัวเอง  ปอดใหญ่  เพราะเราสูดอากาศ

เท่าไรก็ไม่พอ

 

          มันเป็นอากาศของ ความสุข” และ ความเป็นอิสระ  ที่สูดเท่าไรก็ไม่เต็มสักที

 

 

edit @ 7 Oct 2009 09:52:29 by Jai-Ja