แด่ Abbas Kiarostami (อับบาส เคียรอสตามี) ด้วย "ใจคารวะ" แด่ Shirin ด้วย "ใจรัก" (ตามใบสั่งเฮียตู่)
posted on 05 Oct 2009 18:04 by jaisingha
นับเป็นจำนวนในไม่กี่ครั้ง ที่จะมีหนังสักเรื่องทำให้ไม่อาจละสายตาไปจากหน้าจอ
(ยกเว้นมีฉากที่มีพระเอกสุดที่เลิฟมาปรากฎกาย (Tamaki Hiroshi ท่าน Chiaki สุดหล่อ
แห่ง Nodame และ Min Jung Ho ใต้เท้ามิน แห่ง Dae Jung Guem)
แต่ Abbas Kiarostami (อับบาส เคียรอสตามี) ทำให้เวลากว่า 90 นาที
เกิดการทำงานอย่างหนักของประสาทตา, ปาก, มือ และริ้วประสบการณ์ที่หยักลึกขึ้น
กว่าเดิมบนใบหน้า
"ตา” ของเราทำงานอย่างหนักเพื่อจับภาพหน้าตา ท่าทาง รอยยิ้ม รอยหยัน
หยาดน้ำตา และใบหน้ายามหัวเราะของผู้หญิง 10 กว่าคนที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่อง “Shirin”
หนึ่งในภาพยนตร์ที่ฉายในงานเทศกาล Bangkok International Film Festival 2009
"Shirin” คือ ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความรักระหว่าง “เนซามี” กวีอิหร่าน
ในสมัยศตวรรษที่ 12 กับหญิงสาวผู้มีนามว่า “ชิริน” เป็นการนำเสนอผ่านการเล่าเรื่อง
ของ “ชิริน” สู่ผู้ฟัง
ขอย้ำว่า “ผู้ฟัง” เพราะตลอด 90 กว่านาที เราไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าของตัวละครในเรื่องนี้
ไม่ว่าจะเป็น เนซามี, ชิริน หรือแม่นมของชิริน เราไม่มีโอกาสเห็น เราทำได้เพียงแค่ร่วม "ฟัง"
และเดาเรื่องที่เกิดขึ้นจากสีหน้าของกลุ่มผู้ฟังที่ประกอบด้วยนักแสดงหญิงชาวอิหร่าน 14 คน
และนักแสดงหญิงฝรั่งเศสชื่อดัง (จูเลียต บินอช)
การจับสังเกตสีหน้านี้เองที่ทำให้เราเกิดอาการกลั้น "หัวเราะ" ไม่ได้ เพราะหน้าตา
ตลอดจนความเปลี่ยนไปของบรรดาหญิงสาวที่อยู่ในจอภาพยนตร์ ระหว่างการชมเรื่องราว
ของ Shirin ทำให้นึกถึงท่าทางของผู้คนที่เราพบเจอตามงานสังคม
"ปฎิกิริยาตอบอัตโนมัติ" ที่จะเกิดขึ้น ยามเขาและเธอรู้สึกว่า กำลังเป็นที่จับตามอง
ของเพศตรงข้าม หรือของกล้องทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว มันเป็นการ "ตอบโต้" ที่เชื่อว่า
หลายคนต้องผ่านการฝึกฝนหน้ากระจกมาเป็นอย่างดี
จากการหัวเราะปากกว้าง เสียงดัง กลายเป็นการหัวเราะแบบแผ่ว ด้วยริมฝีปากเจ่อ ๆ
(ทำยากมาก ขอบอก ถ้าฝึกไม่ถึงขั้น Advance ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยง เพราะอาจดูมีปัญหา
เรื่องเหงือกหรือฟัน) จากการยืนสบาย ๆ กลายเป็นการยืนทิ้งขา หย่อนสะโพกเล็กน้อย
เอียงตัวประมาณ 45 องศา ทำมุมกับสิ่งที่กำลังจับจ้องตนเองอยู่ (เพื่อให้ผู้ที่จับจ้อง
เกิดความรู้สึกว่า นี่คือ ท่าทางธรรมชาติของฉัน ปกติฉันก็ยืนแบบนี้เป็นประจำ
(แต่หากไม่ฝึกมาเป็นอย่างดี การทิ้งสะโพกโดยไม่ชำนาญ อาจก่อ ให้เกิดการอักเสบ
ได้โดยไม่รู้ตัว))
แต่ไม่ว่า จะเป็นท่าใดก็ตาม ต้องไม่ให้สายตาทั้งที่อยู่หน้ากล้อง หรือหลังเลนส์จับได้ว่า
เรารู้ตัว ผู้หญิงทั้ง 10 กว่าคนในเรื่องนี้ก็เช่นกัน ทันที่กล้องจับภาพของเธอคนใดก็ตาม เธอจะ
เริ่มปฏิกิริยาตอบโต้อัตโนมัติ โดยเฉพาะยามที่มีแสงตกกระทบ "ใบหน้า"
เธอจะเกิด "ปฏิกิริยาไวแสง" แบบทันที
"ปฏิกิริยาไวแสง" นี้ก่อให้เกิดการหาตัวช่วย ไม่ว่าจะเป็นมือ หรือนิ้วมาเสริมองค์ประกอบ
ของใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการแตะนิ้วที่เรียวยาวทั้ง 4 แบบแผ่ว ๆ ที่ปลายคาง และอาจเลย
ไปที่ริมฝีปาก หรือการวางนิ้วกลางจนถึงนิ้วก้อยแบบเบา ๆ ที่ปลายคาง
ปล่อยนิ้วชี้ทิ้งตัวน้อย ๆ ที่โหนกแก้ม (ส่วนนิ้วโป้ง เข้าใจว่า มันสั้นเกิน ควรเก็บไว้ในที่มิดชิด
(ท่านี้ต้องหมั่นฝึกหน้ากระจกให้ชำนาญ เพราะแต่คน มีมือและความยาวของนิ้วที่ต่างกัน))
จากใบหน้าที่เรียบเฉย กลับมีรอยยิ้มของนางฟ้า ทั้งอบอุ่น และเปี่ยมไปด้วย เมตตา
(ฉากนี้ เรากลั้นหัวเราะสุด ๆ เพราะเสียงที่เราได้ยินจากในภาพยนตร์บ่งบอกให้รู้ว่า มีการต่อสู้
เลือดกระฉูด แล้วเหตุใดเธอจึงยิ้มได้ปรานียิ่งนัก โอ้....หรือเธอเป็นคนเลือดเย็น)
จากนัยตาที่นิ่งสนิท ติดจะเฉยชา หรือฉาบไล้ด้วยใบหน้าเริดเชิด ปรากฎน้ำคลอเบ้า
บางรายปล่อยหยาดน้ำไหลเอื่อย ๆ ทำมุมได้อย่างสวยงาม เหมาะเจาะพอดิบพอดี
ที่กล้องจะรับภาพได้
สิ่งเหล่านี้ มันช่วยไม่ได้เลยที่ก่อให้เกิดคำถามในใจว่า เบื้องหน้าของเธอ
มีภาพเหตุการณ์ที่ได้ฟังจากเสียงปรากฎจริงหรือไม่ หรือเธอก็ได้ยินแต่เสียงเล่าแบบเดียว
กับที่เราได้รับ และเธอรู้หรือเปล่าว่า กล้องได้ทำการบันทึกภาพใบหน้าของเธอไว้ และเธอ
กำลังเป็นหนึ่งในตัวนักแสดง
หลาย ๆ ความเปลี่ยนแปลงทำให้เรากลั้นหัวเราะจนน้ำตาไหล นั่นเป็นเหตุให้
อวัยวะสุดท้าย คือ “มือ” ของเราต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อใช้ในการปิด “ปาก”
ไม่ให้เสียงหัวเราะของเราไปก่อความรำคาญให้คนร่วมโรง และ ไม่ก่อความอับอาย
ให้เพื่อนร่วมชม (เฮียตู่)
ที่สำคัญ เรายังไม่ถูกกล่าวหาว่า “บ้า” เพราะ Shirin ทำให้เพื่อนร่วมโรงบางคน เบื่อหน่าย
หลายคนทำหน้าจริงจัง ประหนึ่งนี่คือ ข้อสอบวิชาสำคัญ
ในขณะที่คนข้าง ๆ เรา (เฮียตู่) ถูกแรงจาก "ปฏิกิริยาตอบโต้" และ "ปฏิกิริยาไวแสง"
อัดเข้าอย่างจัง เพราะเฮียกำลังจะทำงานที่เกี่ยวกับปฏิกิริยาของคนดูที่มีต่อชิ้นงานที่ชม
Shirin อาจทำให้ใครบางคนรู้สึกว่า นี่คือ หนังของผู้หญิง และอาจเป็นหนังที่ต้องการสื่อสาร
เพื่อเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ เพราะในแต่ละฉาก แม้จะเห็นว่า มีผู้ชาย
เป็นผู้ชมอยู่เช่นกัน แต่ผู้ชายไม่ได้รับการกล่าวถึง และไม่ได้รับการจับภาพ
จนอาจเรียกได้ว่านี่คือ "ปฏิกิริยาเพิกเฉย" ที่มีต่อ "อากาศธาตุ"
แต่สำหรับเราแล้ว “Abbas Kiarostami - อับบาส เคียรอสตามี” คือ บุรุษที่เราขอคารวะ
เพราะ เคียรอสตามี คือ ชายในโลก ในประเทศที่เราไม่เคยรู้จัก เรารับรู้เพียงว่า
โลกใบนั้น ผู้หญิงไม่สามารถแสดงความเป็นตัวเองในพื้นที่สาธารณะ และไม่มีแม้แต่โอกาส
ที่จะเผยความงามของใบหน้าให้คนภายนอกครอบครัวได้ประจักษ์
เคียรอสตามี ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเคารพต่อ "ความเป็นคน" การเปิดโอกาสให้
"ความเป็นคน" ได้เผยตัวตนออกมา เพราะไม่ว่า สังคม หรือประเทศที่เขาเกิด และเติบโต
จะเป็นเช่นไร จะมีกฎระเบียบ หรือข้อห้ามที่เคร่งครัด และมากมายสักเพียงไหน
แต่เขามิได้แบ่งแยกความเป็น “ชาย-หญิง" มิได้แบ่งแยกความเป็น “เด็ก-ผู้ใหญ่”
ในหนังของเขา ตัวแสดงทุกตัว คือ "คน" ที่สามารถแสดงสีหน้า น้ำเสียง ตลอดจนท่าทาง
ได้ตามใจปรารถนา
เคียรอสตามี ช่วยปลดปล่อย "ขนบและจารีต" ให้ผู้ที่ต้องอยู่ใน “กรอบ” ได้ออกมา
“เปิดเผย” แม้เพียงชั่วครู่ยามก็ยังดี นับเป็น "ความใจกว้างสุด ๆ" ของผู้ชายคนนี้
ป.ล. เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับ
อับบาส เคียรอสตามี เกิดที่เตหะรานเมื่อปี 1940 และ ในช่วงปี 1970 เขาเริ่มต้นเข้าสู่
งานด้านภาพยนตร์ ด้วยการทำงานในแผนกภาพยนตร์ ของสถาบันเพื่อการพัฒนาความรู้
ของเด็กและเยาวชน (Institute for Intellectual Development of Children and Young Adults)
ในกรุงเตหะราน
เมื่อมีโอกาส เคียรอสตามี ไม่รอช้าที่จะก่อตั้งแผนกที่ดูแลเรื่องภาพยนตร์โดยเฉพาะ
และนั่นเป็นการเริ่มต้นอาชีพนักสร้างภาพยนตร์ ในขณะที่มีวัย 30 ปี เป็นครั้งแรก
หนังเรื่องแรกที่เขาทำหน้าที่ทั้งกำกับการแสดง และขียนบทเองคือ Nan va Koutcheh
(The Bread and Alley) ปรากฎต่อสายตาผู้ชม ในปี 1970 ต่อด้วย Zangeh Tafrih (Breaktime)
ใน ปี 1972 และในปี 1975 เขามีผลงานเรื่อง Do Rahehal Barayeh Yek Massaleh
(Two Solutions For One Problem) ก่อนจะมีผลงานอีกครั้งในปี 1982 กับ Hamsarayan
(The Chorus) (แต่ระหว่างนั้น เคียรอสตามีได้ทำหนังสั้นอีกไม่ต่ำกว่า 10 เรื่อง
สลับด้วยการสร้างหนังยาวขึ้นกว่าเดิม ที่ขอเรียกว่า หนังสั้นขนาดยาว (ยาวกว่า 40 นาที) )
หนังสั้นทั้ง 4 เรื่องของเคียรอสตามี หลายคนคงเคยสัมผัสกันไปแล้ว ในสามเรื่องแรก
เคียรรอสตามี ใช้ตัวเดินเรื่องคือ "เด็ก" ด้วยการนำเสนอเรื่องราวในชีวิตของคนกลุ่มนี้
ในแบบง่าย ๆ ใส ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระหว่างเด็กกับสัตว์ เด็กกับการถูกลงโทษ
และเด็กกับเพื่อนในชั้นเรียน
ในขณะที่เรื่อง Hamsarayan (The Chorus) เป็นเรื่องของชายชราหูหนวกอยู่ในบ้าน
ถอดเครื่องช่วยฟังเพื่อหลีกเร้นจากสรรพเสียง จนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงกริ่งที่หลานตนเอง
พยายามกดเพื่อให้เขาเปิดประตู
เคียรรอสตามี เป็นนักสร้างหนังชาวอิหร่านที่เรียกได้ว่าเป็น "ผู้บุกเบิก" และเป็นผู้ "เปิดทาง"
บนเวทีโลกให้แก่วงการหนังแดนเปอร์เซีย และภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นหนังดีเด่น
และดังในระดับนานาชาติคือ Through the Olive Trees (1994) และ A Taste of Cherry (1997)
แต่ภาพยนตร์ที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักนอกอิหร่าน และได้รับการชื่นชมจวบจนวันนี้คือ
Where Is the Friend's Home?( 1987) เป็นหนังที่นำเสนอความใส และความบริสุทธิ์ของเด็ก
ได้อย่างถึงแก่น ตามมาด้วย Homework (1989)
ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านการนำเสนอเรื่องราวของเด็กผ่านภาพยนตร์ บวกกับการเริ่มต้น
อาชีพทำหนังด้วยการทำสารคดี ให้กับองค์กรด้านเด็กและเยาวชนในอิหร่าน สหประชาชาติ
โดยกองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม (International Fund for Agricultural
Development - IFAD) จึงได้เลือกเคียรอสตามี ให้ทำหน้าที่ถ่ายทอดชีวิตเด็กกำพร้า ผู้ตกเป็น
เหยื่อเอชไอวีในประเทศยูกันดา
“ABC Africa” คือ งานหนังสารคดีเกี่ยวกับเด็กติดเชื้อเอดส์ในแอฟริกา เรื่องนั้น
ป.ล. อีกครั้ง
ขอคารวะให้ หัวใจที่ดีงาม ที่มีต่อ “ผู้หญิง, คนชรา และเด็ก” โดยไม่จำเป็นต้องมีใบรับรอง
จากเวทีประกวด “นายงาม” และไม่ต้องปฏิบัติหรือปฏิญาณตนว่า รักเด็ก หรือต้องขึ้นป้าย
แสดงว่า เอื้อเฟื้อต่อสตรี และคนชรา
ขอคารวะงาม ๆ อีกหลาย ๆ ครั้งให้ "หัวใจที่ทุ่มเท" และมิได้เป็นเพียง “ลมปาก”
หากแต่ ลงมือ “สร้างชิ้นงาน” เพื่อให้โลกทัศน์ของคนทั้งโลก “ไกล” ขึ้น
และช่วยให้ "ใจ" ของคนทั้งโลก “กว้างใหญ่” ขึ้น
ขอบคุณ "Abbas Kiarostami - อับบาส เคียรอสตามี" ที่เปิด “โลก” และ “ใจ”
ของเราให้ไปได้ “ไกล” ขึ้น
ขอบคุณที่เพิ่มความ “กว้าง” และขยายความ “ใหญ่” ของพื้นที่ใน "หัวใจ"
ให้เราได้รู้ว่า ยังมีเรื่องที่เป็นประโยชน์อีกมากที่ "เราทำได้" และ "ต้องทำ"
และยังมีคนอีกมากที่เรามอบสิ่งดีดี "ให้ได้" และ "ต้องให้"
ป.ล. สุดท้าย
เฮีย ถึงหนูจะเขียนตามใบสั่ง แต่หนูก็เขียนด้วยความ "เต็มใจ" จริง ๆ นะ
edit @ 6 Oct 2009 22:18:15 by Jai-Ja

